[Fic] ENVY
posted on 20 Nov 2009 00:05 by ho-ly-key in Fan-Fic- First scene -
“ อ..อื้อ........ ”
เสียงแหบพร่าเล็ดลอดไรฟันขบแน่น สะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านทั่วร่างกาย นิ้วเรียวกดปลายเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างอย่างหาที่ยึดเหนี่ยว อากาศค่ำคืนนี้ที่กรมอุตุฯพยากรณ์ไว้ว่าจะหนาวที่สุดในรอบเดือนกลับกลายเป็นคืนที่มอบความร้อนแรงและความอบอุ่นให้คนทั้งคู่
“ ม..ไม่... ”
เรียวปากเผยอปฏิเสธอ่อนแรง ท่อนแขนที่โอบรอบคอคนด้านบนลดกำลังรั้งลงเรื่อยๆ หากไม่มีมือหนาที่ช้อนเอวคอด เขามั่นใจเลยว่าตัวเองคงร่วงลงนอนบนพื้นที่นอนแทนที่จะแนบชิดกับร่างกำยำของคนที่ปรนเปรอความสุขให้เขา
“ คีย์... ”
เสียงทุ้มนุ่มที่ใครฟังต่างก็ประทับใจกำลังพ่นคำพูดใกล้หูของเจ้าของชื่อ พลางกดรอยจูบใต้ใบหูเรื่อยมาจนถึงมุมปากสีสด ที่ไม่ว่าลิ้มรสกี่ครั้ง ความต้องการก็ไม่เคยเหือดหายไป
ดวงตาคมมองใบหน้าหวานอย่างโหยหา เขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หากแต่รู้ว่านี่คือสิ่งที่ร่างบอบบางต้องการ เขาก็พร้อมจะทำให้เสมอ รสความสุขที่กำลังเพิ่มขึ้นจนห้ามไม่ให้รู้สึกไปกับมันได้ยากกำลังทำให้ชายหนุ่มเคยชิน แม้รู้ว่าสักวันข้างหน้า ..อาจไม่สามารถขาดได้ก็ตาม
เรียวหน้าสวยเกลือกกับหมอนใบโต ลมหายใจผะผ่าวและขาดห้วงเป็นระยะเพิ่มอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร้อนทั้งใบหน้าและร่างกาย หากหัวใจข้างในกลับเยียบเย็นและชินชา
“ พร้อมแล้วนะ ”
คีย์พยักหน้าน้อยๆให้กับน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงหน้าที่หันไปทางผนังไม่รับรู้ถึงการกระทำของคนด้านบนด้วยดวงตา มือหนากดลงที่เอวแล้วจับยกขึ้น ตาเรียวหลับลงก่อนทุกอย่างจะดำเนินอย่างที่ควรเป็น
“ ....อึ่ก...... ”
ไม่มีคำโอดครวญเจ็บปวดอันใดหลุดจากริมฝีปากสีช้ำ แต่ก็ไม่มีเสียงครางให้ความสุขสมเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน การกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นสิ่งปลดปล่อยอารมณ์ของพวกเขา นิ้วเรียวจิกขยุ้มผ้าปูเตียงระบายความรู้สึกอึดอัด ชายหนุ่มร่างสูงก็พอเดาความรู้สึกของคนด้านล่าง การโอ้โลมน้อยๆอย่างทะนุถนอมจึงเริ่มขึ้นพร้อมกับหัวใจของคนด้านบนที่ถูกขโมยจากตัวเองไปช้าๆ
“ ชั้นจะไม่ทำให้นายเจ็บ.. ”
เหมือนคำพูดที่ต้องการให้คีย์มั่นใจ ดวงตาเรียวปอยปรือมองความมืดสลัวในห้อง หัวใจของเขาไม่ต่างจากบรรยากาศคืนนี้ ไม่มีแสงไฟส่องไปถึงจุดหมาย จมอยู่กับแสงรำไรที่หลอกตัวเองเรื่อยไปว่าอีกไม่นานก็จะพ้นความมืดมนนี้ ไม่นาน..
อาการเกร็งกระตุกของร่างที่ถอยร่นตัวเองหนีจากสัมผัสหวาดกลัว มินโฮคว้าเอวบางให้อยู่กับที่ก่อนขั้นตอนสุดท้ายของกิจกรรมจะถูกมอบให้คนตรงหน้า เม็ดเหงื่อพราวบนหน้าเข้มร่วงลงบนสะโพกกลมกลึง ลมหายใจแรงถูกพ่นออกก่อนหอบเอาอากาศเข้าปอดเต็มที่
“ ..ม...ไม่! ”
เสียงหวีดร้องและอาการขัดขืนเล็กๆทันทีที่ร่างของตนถูกอีกคนครอบครอง มินโฮก้มลงจูบขมับใกล้ดวงตาชื้นราวกับจะดึงความรู้สึกที่แล่นเจ็บปลาบของคีย์ให้มาหยุดที่รอยจูบอุ่นวาบตรงหน้า นิ้วเรียวขยำผ้าปูแน่น หายใจเข้าออกตามจังหวะที่ถูกร่างสูงบังคับ
..เนิบช้า ..หวามไหว ..เบาบาง
สมองของคีย์กำลังพร่าเลือนเพราะสิ่งที่มินโฮมอบให้ ..ความมืดสลัวที่เคยเห็นค่อยๆสว่างจ้าในมโนภาพ ถ้าจะนึกว่านี่คือความสุข เขาก็อยากมีความสุขมากกว่านี้ ..ถ้าหากนึกว่านี่คือความทุกข์ เขาก็อยากให้ตัวเองพบเจอความสุขเสียที
จังหวะที่เคยเนิบช้าระมัดระวังในการเคลื่อนไหวถูกเร่งตามความรู้สึกของคนด้านบนและคนด้านล่าง และจบด้วยการปลดปล่อยที่ทำให้คีย์รับรู้ว่าค่ำคืนยาวนานนั้นได้สิ้นสุดลงพร้อมกับร่างแกร่งที่ทาบทับบนแผ่นหลังเขา หัวใจดวงโตเต้นแรงจนคนตัวเล็กรู้สึกได้ คีย์หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ..ปฏิเสธสิ่งที่มินโฮกำลังรู้สึก
“ คีย์... ”
“ พี่จงฮยอน ”
หากหัวใจดวงหนึ่งจะรู้สึกถูกทำลายจนไม่สามารถเต้นต่อไปได้ มินโฮคิดว่าตัวเองกำลังมีหัวใจแบบนั้น ..ความสุขที่ถูกปิดตบท้ายด้วยคำพูดเสียดแทง ครั้งแรกหรือเปล่าที่ได้ยิน ..มินโฮคงขำกับคำถามนี้ เขาจำไม่ได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่คีย์เอ่ยชื่อจงฮยอนแทนที่จะเป็นเขา ..ชื่อของคนที่เพิ่งมอบความสุขให้ แต่กลับกลายเป็นคนที่ร่างเล็กรักแต่ห่างไกลเกินกว่าจะเอื้อมคว้าไว้
ก็เหมือนเขา..ที่รักคีย์
แต่ใกล้เกินไปจนอีกฝ่ายมองไม่เห็น
.
.
.
สติเลือนลางกลับสู่ตัว บิดคร้านไล่ความงัวเงียก่อนวาดแขนหาร่างที่เคยกกกอดเมื่อคืน ..ว่างเปล่า.. อากาศเท่านั้นที่มินโฮสัมผัสไม่ใช่เนื้อเนียนหอมหวานที่ได้ลิ้มรสเมื่อคืน ดวงตาคมจ้องมองพื้นที่ข้างตัว ผ้าปูที่มีรอยยับหากแต่ไร้ร่างของคนทำ เป็นอย่างนี้เสียทุกครั้ง เหลือเขาอยู่บนเตียงให้ซึมซับความทรงจำอันแสนปรารถนาเพียงลำพัง แต่ไม่ใช่ความคิดของอีกคน
คว้าเสื้อที่วางพาดอยู่ปลายเตียงขึ้นสวมหัว หยิบกางเกงวอร์มที่กองอยู่บนพื้นขึ้นใส่ ผ้าห่มตวัดกองสุมเผยให้เห็นร่องรอยเมื่อคืนที่ซึมบนผ้าปูเตียงเป็นวงกว้าง ร่างสูงสั่นหน้าเบาๆก่อนดึงผ้าปูเตียงออกจากลูกฟูก
..ต้องซักใหม่อีกแล้ว
“ พี่คีย์ ”
น้ำเสียงร่าเริงฉุดใบหน้าหวานที่มองการสาธิตทำอาหารหน้าจอโทรทัศน์หันไปทางประตูห้องพัก รอยยิ้มฉีกกว้าง ดวงตากลมที่หยีลงอย่างดีใจและท่าทางของคนตัวเล็กที่โผกอดเขาอย่างคิดถึง
“ กลับมาเร็วจัง ” คีย์เผลออุทานออกมา เรียกเด็กหนุ่มคลายมุมปากแสดงสีหน้าบึ้งตึงแทน
“ พี่คีย์ไม่คิดถึงผมเหรอ แต่ไม่เป็นไร ..ผมคิดถึงพี่คีย์ก็เลยปลุกพี่จินกีกับพี่จงฮยอนตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้กลับมาหอเร็วๆ ”
ดวงตาเรียวมองร่างเล็กที่คลายวงแขนออกจากตัวเขาเรียบร้อยแล้วเลยไปด้านห้องครัวที่มีสมาชิกอีกสองคนวางของฝากจากร้านเนื้อบ้านจินกีบนโต๊ะอาหาร เมื่อวาน..พี่จินกี พี่จงฮยอนและแทมินไปเที่ยวบ้านพี่จินกีเลยเหลือเขากับมินโฮอยู่ที่หอตามลำพัง
“ พี่คีย์ ” แทมินโบกมือผ่านตาเรียวที่มองใครบางคนไม่วางตา
“ อะไรเหรอ ”
“ พี่คีย์คิดถึงผมมั้ย ” เพราะคำถามครั้งแรกไม่ได้รับคำตอบ แทมินจึงเอ่ยคำถามเดิมซ้ำ
“ คิดถึงสิ คิดถึงแทมินมากๆเลย ” ไม่ว่าเปล่า กอดตัวคนถามที่นั่งข้างกันเสียแน่นจนกลัวว่ากระดูกคนตัวบางกว่าจะหักเอา
“ แล้วนายไม่คิดถึงพวกฉันเลยเหรอ คีย์ ” น้ำเสียงน้อยใจของจินกีดังขึ้น ร่างพี่คนโตเดินมานั่งข้างแทมินอีกด้าน ยิ้มจนแก้มอูม
“ คิดถึงทุกคนนั่นล่ะ แทมิน พี่จินกีแล้วก็ ..คิดถึงพี่จงฮยอนที่สุด ”
ประโยคสุดท้ายคือความรู้สึกที่หลุดจากก้นบึ้งหัวใจ ดวงตาเป็นประกายสบกับเจ้าของชื่อ พี่จงฮยอนไม่รู้ว่าจิตใจของเขากำลังคิดอะไรเกินเลยกว่าที่ชายหนุ่มมอบให้ คีย์เองก็ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายรับรู้ หากไม่ได้ตอบแทนความรู้สึกในแบบเดียวกัน
คีย์สังเกตปฏิกิริยาของคนฟัง แทมินยังเด็กเกินกว่าจะรู้ความนัย พี่จินกีเองก็คงไม่ทันตั้งใจฟัง ส่วนพี่จงฮยอนที่ตอนนี้ออกจากห้องครัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำยังปรายยิ้มตอบรับคำพูดของเขาอยู่นั้น ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใจความหมายแฝงนั้นเลย
“ พี่มินโฮ อรุณสวัสดิ์ ”
หากแต่ไม่ใช่กับคนเพิ่งออกจากห้องนอน คีย์หันขวับตามเสียงใสของแทมิน ร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่พิงกรอบประตูห้องนอนทอดสายตามองมาที่เขาราวกับได้ยินประโยคเมื่อครู่ คนพูดรีบหลบสายตามองไปทางแทมินแทนพลางเอ่ยถามด้วยเนื้อเสียงเจือความเป็นห่วง
“ แทมิน กินอะไรมาหรือยัง ”
“ ท้องยังร้องอยู่เลย พี่คีย์ทำข้าวให้ผมกินหน่อยนะ ” เอาหัวทุยๆถูกับไหล่บางอย่างออดอ้อน
“ แล้วอยากกินอะไร ”
“ อ่า ..อากาศหนาวๆอย่างนี้ ผมอยากกินซุปเต้าหู้จัง ” ก่อนจะเอ่ยปากบอกชื่ออาหารก็ไม่ลืมจะหันไปอมยิ้มให้พี่คนโตที่ได้ฉายาว่าทูบูประจำวง
“ อย่างอื่นได้มั้ย ” แทมินสั่นหน้าปฏิเสธท่าทีอิดออดของคีย์
“ พี่ก็อยากกินนะ คีย์ ” จินกีสนับสนุน
“ แต่ผม... ”
คนตั้งใจปฏิเสธกำลังคิดหาหนทางรับมือ มื้อเช้ากับการเตรียมวัตถุดิบหลายชนิดและอากาศหนาวที่ทำให้คีย์ขี้คร้านจะเดินออกจากหอไปซูเปอร์มาร์เกตที่อยู่ปากถนน มีเหตุผลมากพอที่คนเอาแต่ใจและเอาใจเก่งอย่างคีย์เลือกตัวเองก่อน
มีเค้าลางว่าพี่คนทำอาหารเก่งจะไม่ลงมือทำให้ แทมินต้องหาพวกเพิ่มและหนีไม่พ้นคนที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ
“ พี่จงฮยอน ผมอยากกินซุปเต้าหู้ พี่ก็อยากกินด้วยใช่มั้ย ”
ชายหนุ่มที่ยังไม่รู้หัวข้อสนทนากวาดสายตาสบมองกับทุกคนในห้องก่อนเอ่ยตอบเอาใจน้องคนเล็ก “ อืม ..เอาสิ ”
“ พี่คีย์ ทำนะ ..สามเสียงแล้วด้วย ถ้าพี่มินโฮไม่อยากกิน ยังไงก็แพ้อยู่ดี ” เขย่าแขนเรียวกระตุ้นให้คนทำตอบรับ หน้าคีย์ผงกขึ้นลงช้าๆอย่างจำยอม
“ ก็ได้ เดี๋ยวพี่ลงไปซื้อของก่อนแล้วกัน ”
“ พี่คีย์ใจดีที่สุดเลย! ”
ร่างบางลุกจากที่นั่งเดินไปหยิบกระเป๋าเงินที่อยู่ในลิ้นชักข้างโทรทัศน์ลงกระเป๋ากางเกงตัวเอง เหมือนมินโฮจะรู้ว่าคีย์กำลังจะเข้ามาในห้องนอนเพื่อหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนา เขาเลยเข้าไปหยิบให้โดยไม่รอให้อีกฝ่ายเข้ามาด้านใน
“ ขอบใจนะ ” กระตุกเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินของตัวเองให้หลุดจากมือหนา ทว่ากลายเป็นการยื้อแย่งกันเสียเองเมื่อมินโฮไม่คิดจะปล่อยตามที่คีย์ต้องการ
“ ฉันไปด้วย ” เสียงทุ้มพูดเบา คีย์จ้องมองดวงตาคมคู่นั้นอย่างเดาความคิดอีกฝ่ายไม่ออก
“ รบกวนนายมาเยอะแล้ว อยู่บ้านพักผ่อนเถอะ ”
เสียงเพลงในโทรทัศน์ดังกลับเสียงของคีย์ สำหรับคนไม่ตั้งใจฟังก็คงไม่ได้ยินใจความสำคัญและสำหรับคนที่ตั้งใจฟังก็จะรู้ความหมายข้างในได้ไม่ยาก มินโฮดึงเสื้อกันหนาวที่ยังไม่หลุดจากมือตัวเองเข้าหาตัว คีย์จึงขยับเท้าเข้าประชิดอีกคนตามแรงนั้น
“ ถ้าหมายถึงเมื่อคืน ..ฉันเต็มใจ ” เสียงกระซิบแผ่วเบาไม่ตรึงสายตาคีย์ได้เท่าแววตาดำที่ทอประกาย เมื่อความลับของเขาถูกชายร่างสูงกุมไว้ ความลับ..ที่กลายเป็นพันธนาการระหว่างเขากับมินโฮ
“ พี่จินกี ผมจะไปเป็นเพื่อนคีย์ จะเอาอะไรเพิ่มมั้ย ” มินโฮอาศัยจังหวะที่คีย์กำลังนิ่งงันกับคำพูดของตนเอ่ยกับพี่คนโตที่หัวเราะร่วนกับรายการในโทรทัศน์
“ นมสักกล่องก็ดีนะ ”
จินกีตอบโดยไม่หันหน้ามองมินโฮ ชายหนุ่มรับปาก ดึงเสื้อกันหนาวให้พ้นมือคีย์ จับมือบางให้เดินตามเขามาที่ชั้นวางรองเท้าเพื่อสวมรองเท้าแล้วเดินออกจากห้อง
ภาพสุดท้ายก่อนประตูไม้จะปิดลง คีย์เห็นโซฟาที่นั่งประจำมีสมาชิกอีกสามคนนั่งอยู่ ..ที่ของเขาที่เคยอยู่ข้างแทมินเมื่อครู่ถูกทดแทนด้วยร่างชายหนุ่มอีกคน ..คนที่ทำให้เขานึกอยากย้อนเวลากลับไปสมัยเดบิวต์ชายนี่ใหม่ๆ
หากย้อนเวลาไปได้ จะแก้ไขทุกอย่าง
..จะไม่ยอมให้ความรักเป็นเพียงอดีต
ในลิฟต์ตัวเล็กที่มีแค่เขาสองคนอยู่ด้านใน คนที่เงยมองตัวเลขบอกชั้นเลื่อนสายตามายังคนข้างตัว คีย์ยืนนิ่งเหมือนคนกำลังคิดหนัก เรื่องหนักหนาสำหรับคีย์คงหนีไม่พ้นเรื่องจงฮยอน มินโฮดุนลิ้นในปากอย่างครุ่นคิด เหลือบของเสื้อกันหนาวของคีย์ในมือตนจึงตัดสินใจหยิบมันขึ้นสวมบนหัวให้เจ้าของ
“ ไม่ต้อง ฉันทำเองได้ ”
ใช้หลังมือปัดแขนแข็งแรงพ้นตัวเสื้อ มินโฮลดแขนลงอย่างที่คนข้างตัวต้องการและเหลือเพียงสายตามองร่างเล็กที่สวมเสื้ออย่างทุลักทุเลจนเรียบร้อยในที่สุด
“ โมโหอะไร ” มินโฮเอ่ยถาม ขณะที่เลขห้าตรงจอบอกชั้นเปลี่ยนเป็นเลขสี่
“ อย่าทำเป็นรู้ดี ”
“ นั่นสินะ ฉันไม่เคยรู้เรื่องอะไรของนายเลย ตัวนาย คนรอบตัวนาย ..หรือคนที่นายรัก ”
..ปึ่ก..
“ หุบปาก ”
“ อยากให้ฉันปิดปากแน่นะ ”
คีย์พยักหน้าหนักแน่น แววตาโกรธเกรี้ยวยิ่งสร้างความท้าทายให้มินโฮ ร่างสูงไหวไหล่เหมือนต้องการบอกคีย์ว่าเขาจะทำตาม มือบางจึงคลายแรงเป็นคราวเดียวกับที่อ้อมแขนรวบเอวเล็กเข้าใกล้ก่อนกดริมฝีปากตัวเองบนกลีบบางสีอ่อน คนถูกลุกล้ำจับเสื้อเนื้อหนาของอีกคนโดยหวังจะออกแรงผลักให้หยุดการกระทำรุนแรง แรงโมโหของคีย์ที่ว่ามากแล้วยังขืนคนตัวสูงให้ตัวเองเป็นอิสระไม่ได้เลย
สองร่างผละห่าง ท่อนแขนแข็งแรงยังกอดร่างตรงหน้าแน่น แววตาของคนหายใจหอบเชยมองดวงตาคมที่ไม่แสดงความรู้สึกผิดใด หัวใจของคีย์กำลังเต้นแรงเพราะความโกรธที่พุ่งพล่านกับกิริยาทรามของมินโฮ
“ แล้วฉันจะทำตามที่นายต้องการ ”
มินโฮยิ้มมุมปาก ก่อนคีย์จะได้เอ่ยต่อปากต่อคำเสียงร้องเตือนให้คนทั้งคู่รู้ว่าลิฟต์ตัวนี้ลงสู่ชั้นล่างเรียบร้อยและประตูลิฟต์ก็เปิดออกเร็วเกินกว่าที่ร่างสูงจะปล่อยมือออกจากคนตัวบางได้ทัน
“ คีย์ ..มินโฮ ”
คงไม่ตกใจหรือเอ่ยเสียงอย่างไม่เชื่อภาพตรงหน้า นักร้องในวงที่เขาเป็นผู้จัดการกำลังจับเนื้อจับตัวเหมือนคนพลอดรักในลิฟต์ ดวงตาตกใจของคนมองไม่ต่างจากคนทั้งคู่ที่ขยับเท้าชิดผนังลิฟต์ฟากของตัวเอง
“ จินฮยอง ” คีย์ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบ หลังจากตั้งตัวได้แล้วเดินมายืนข้างผู้จัดการวง
“ ถ้าคิดว่าทำในนี้แล้วจะไม่มีคนเห็น พวกนายคิดผิดแล้ว ”
“ มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ.. ” ร่างบางเปล่งเสียงปฏิเสธอย่างร้อนตัว อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาก็ไม่ต้องการสักนิด
“ แล้วจะออกไปไหนกัน ” เห็นเด็กหนุ่มสองคนอยู่ในเสื้อผ้าเนื้อหนาราวกับกำลังจะออกไปผจญอากาศหนาวด้านนอกจึงเอ่ยถาม
“ แทมินอยากกินซุปเต้าหู้ พวกผมกำลังจะออกไปซื้อเครื่องปรุง ” มินโฮตอบ ชเวจินพยักหน้าแล้วกดลิฟต์ที่ผิดไปเมื่อครู่เพื่อขึ้นสู่ห้องพัก
“ รีบไปรีบกลับ แล้วนึกเสมอด้วยว่าพวกนายอยู่ในฐานะอะไร ”
คนเอ่ยเตือนเข้าลิฟต์ไปเรียบร้อยพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง คีย์เบือนสายตาจากประตูลิฟต์มาที่มินโฮ สบมองกันได้สักพักจึงเป็นฝ่ายคีย์ที่กระแทกส้นเดินออกไปโดยไม่รอร่างสูงที่ก้าวตามไม่ไกลกัน
.
.
.
ของสดหลายชนิดที่เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารมื้อเช้าถูกลำเลียงลงตะกร้าที่แขนยาวเกี่ยวหิ้ว คีย์เดินเลือกและหยิบลงตะกร้า ส่วนมินโฮหยุดมองสินค้าที่ตัวเองสนใจเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้จับของนั้นใส่ลงตะกร้าเหมือนคีย์
ร่างเล็กเดินวนเวียนอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายรอบ คนมาด้วยเลยอดออกปากถามไม่ได้หลังจากเงียบกันมาตลอดทาง
“ นายกำลังหาอะไร ”
“ เต้าหู้ขาว ”
“ แล้วนี่... ” มินโฮหยิบถุงบรรจุเต้าหู้สีขาวเนียนขึ้นจากตะกร้า
“ มันไม่ใช่ยี่ห้อที่พี่จงฮยอนชอบกิน ”
คนฟังไม่ได้รู้สึกอะไรไปมากกว่าความเป็นห่วงที่มากเกินกว่าคำว่าพี่น้องร่วมวงของคีย์ที่มีให้จงฮยอน แววตาคู่นั้นไม่จำเป็นต้องแสดงความรู้สึกอะไรเลย มินโฮก็รับรู้ผ่านน้ำเสียงแหบหวานนั้นได้
..ความห่วงใยที่ไม่เคยมีให้เขา
“ แล้วถามคนขายหรือยัง ”
คีย์พยักหน้าแล้วเอ่ยตอบ “ ของยังไม่มา ฉันว่าจะไปดูที่ร้านฝั่งนู้น ”
ร้านที่คีย์ว่าอยู่ห่างจากร้านที่พวกเขายืนอยู่ไปอีกสองบล็อกถนน ใหญ่กว่าและมีของให้เลือกหลากหลายมากกว่า แน่นอนว่าถ้าพวกเขาไปถึงร้านนั้นคงมีเต้าหู้ที่จงฮยอนชอบกินแน่ๆ
มินโฮไม่พูดอะไรต่อ คีย์เองก็สำรวจของที่ต้องการซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงพากันไปจ่ายเงินตรงจุดชำระราคาสินค้า ถุงพลาสติกสีขาวใบใหญ่สองใบอยู่ในมือใหญ่เต็มสองข้าง คีย์หยุดยืนหน้าซูเปอร์มาร์เกตที่พวกเขาเพิ่งออกมา
“ นายกลับหอไปก่อน เดี๋ยวฉันซื้อเสร็จแล้วจะตามไป ” พูดจบ ไม่รออีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ คีย์ก็หมุนตัวก้าวเท้ามุ่งหน้าไปทางร้านเป้าหมาย
“ โธ่เว้ย! ” สบถเบาๆแล้วเอาถุงสองใบในมือเข้าไปฝากพี่พนักงานด้านในแล้วเดินข่มอารมณ์ไม่พอใจเดินตามคนด้านหน้า เพราะขากลับอย่างไรก็ต้องผ่านที่นี่ จะได้แวะเข้ามาหลังจากไปซื้อของที่คีย์คิดว่าจำเป็นเสร็จ
ถ้าดวงตาหลายคู่จากคนที่เดินผ่านพวกเขาไม่จ้องมองอย่างตัวประหลาด หรือไม่มีเสียงซุบซิบดังกระทบโสตประสาทจนทำให้คนเดินตามหลังนึกรำคาญ มินโฮคงไม่เร่งฝีเท้าเดินขึ้นไปตีข้างกับคีย์แล้วดึงฮู้ดเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินขึ้นคลุมปิดบดบังเสี้ยวหน้าเสียวให้ดวงตาเรียวค้อนตวัดเขาเล่น
“ ถ้าไม่อยากตกเป็นเป้าสายตามากกว่านี้ รีบเดินเถอะ ” เสียงทุ้มพูดอย่างจริงจังก่อนย่ำเท้าเดินนำหน้าคีย์ไปพลางกดปีกหมวกของตัวเองลงบังใบหน้า คีย์มองตามแล้วขยับเท้าให้ถี่ขึ้น เขาเองก็รู้สึกแบบที่มินโฮรู้สึก ..รอบข้างที่กำลังให้ความสนใจพวกเขา ถ้ายิ่งแสดงท่าทีรับรู้หรือประหม่า คนพวกนั้นก็จะยิ่งให้ความสนใจ
มินโฮก็คงเข้าใจจุดนี้เลยเดินเข้ามาเตือนแล้วล้ำไปข้างหน้า ไม่พูดคุยหรือเดินข้างเขาให้ตกเป็นเป้าสายตามากกว่าเดิม
.
.
.
ร่างบางหยุดยืนหน้าตู้แช่ของสดด้านในสุด กวาดตามองหาเต้าหู้ยี่ห้อที่ตนต้องการ แขนเรียวกำลังเอื้อมขึ้นไปหยิบถุงที่อยู่ด้านบนสุด หากมีมือหนาคว้าสิ่งนั้นตัดหน้าไปเสียก่อน
“ มินโฮ ”
“ ได้แล้ว จะกลับกันหรือยัง ” ไม่สนใจเสียงเรียกชื่อตัวเอง ย้อนคำถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หากแววตาดุดันสามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ คีย์คงต่อว่ามินโฮอยู่หลายประโยค เพราะนอกจากจะจ้องมองอยู่นานแล้วยังพ่นลมหายใจไม่สบอารมณ์แถมให้ ก่อนเดินกระฟัดกระเฟียดไปล็อกของกินอีกล็อก
ขาเรียวจ้ำหนักเมื่อได้ยินฝีเท้าคนข้างล่างขยับเร็ว จนทุกอย่างหยุดลงเพราะข้อแขนที่ถูกหนุ่มร่างสูงคว้าไว้
“ นายเป็นอะไร ” มินโฮหรี่ดวงตาจับพิรุธ คีย์กำลังเงียบ ..ถ้อยคำที่ควรพร่างพรูออกมาเมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์กลับไม่มี นั่นหมายถึงคีย์มีเรื่องให้คิดหนัก
“ ปล่อย ” สะบัดแขนหวังให้หลุดการจับกุม มือมินโฮเพิ่มแรงบีบทุกครั้งที่คีย์พยายามดิ้นรน แผ่นหลังบางถูกผลักชนชั้นวางของโดยที่ตัวคนสูงกว่าเขยิบเข้าใกล้ ลมหายใจร้อนของมินโฮต้องผิวหน้าคีย์จนอีกฝ่ายหันเบือนหนี
“ พูดมาสิ ”
ร่างคนเคยโวยวายนิ่งไป มินโฮรอฟังคำพูดน้ำเสียงสั่นเครือที่ค่อยๆหลุดออกมา
“ เห็นใช่มั้ย นายเห็นใช่มั้ย มินโฮ ..ฉันไม่อยากทำซุปนี้เลย พอแทมินอยากกิน พี่จินกีก็พูดขึ้นมาทั้งที่ฉันรู้ว่าพี่เขาไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น แต่แค่ต้องการเอาใจแทมิน พี่จงฮยอน ..แทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าแทมินต้องการอะไร แต่พอ..แต่พอได้ยินเสียงแทมินอ้อนก็ตกปากรับคำจนฉัน....จนฉัน... ”
“ จนนายปฏิเสธไม่ได้ ” มินโฮต่อประโยคนั้นสมบูรณ์ คีย์พยักหน้าหลุบสายตาลงต่ำ คนที่เคยพูดไม่หยุดทั้งต่อหน้ากล้องหรือในห้องพัก บัดนี้แม้เสียงลมหายใจ คีย์ก็แทบไม่มีเหลือ ..เพราะใคร คีย์รู้ดีและมินโฮก็รู้ดีเช่นกัน
มือหนาวางบนเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม กดใบหน้าหวานลงบนไหล่กว้าง ไม่นานรอยน้ำชื้นก็เปื้อนซึมเสื้อกันหนาวของเขาพร้อมกับร่างกายสั่นเทาของคนตัวเล็กกว่าที่อ่อนแอทันตา ทำให้ย้อนคิดถึงเมื่อครู่ที่คีย์โวยวายอาละวาดใส่เขา เป็นเพียงเปลือกที่คีย์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันความเจ็บและสร้างความสุขให้คนรอบข้าง
ทุกครั้งที่คีย์ไม่สบายใจ มินโฮจะเป็นคนใช้เสียงเข้มคาดคั้นให้อีกฝ่ายพูดเพื่อบรรเทาความอึดอัด ถ้าไม่เจอไม้แข็ง คีย์คงเก็บไว้ข้างในจนต้องช้ำใจตายสักวัน ถึงเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับคนที่คีย์มอบหัวใจให้ แต่สำหรับคนที่มินโฮให้ความรัก เขาก็ยอมเสมอที่จะได้ยืนอยู่ข้างคนคนนั้นไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร
..หรือต้องได้ยินชื่อคนอื่นจากปากคนที่ตัวเองรักมากมายแค่ไหน
“ คีย์... ” ไม่มีทีท่าที่อาการสะอื้นจะเบาบางลง มินโฮกระซิบแผ่วข้างใบหูคนร้องไห้ราวกับเตือนสติว่าพวกเขาอยู่ในที่สาธารณะและคีย์ควรหยุดมีน้ำตาได้แล้ว
“ ทำไม ..ทำไม ถึงต้องกลายเป็นแบบนี้ ”
เหมือนรำพึงกับตัวเอง หลายครั้งที่ยึดอ้อมอกนี้เป็นที่พึ่งยามตัวเองทุกข์ใจ เขารู้ดีว่ามินโฮไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมวง ไม่ใช่แค่คนที่เกิดปีเดียวกัน ไม่ใช่แค่คนร่วมเตียง ..หากเป็นคนที่เขาแบ่งปันความรู้สึกทุกอย่าง ถึงส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกทางด้านลบก็ตาม และมักเกี่ยวข้องกับพี่จงฮยอน
“ ไม่ร้องนะ คีย์ ” มินโฮพูดปลอบ กอดอีกฝ่ายแน่นและคีย์เองก็เหมือนจะรู้สึกตัวว่าควรหยุดร้องไห้เสียที กักเสียงสะอื้นลงคอ
“ พี่จงฮยอนกับแทมิน มากมายกว่าที่ฉันคิดไว้แล้วใช่มั้ย มินโฮ ”
“ อืม ”
ถ้าคีย์อยากได้คำตอบโกหก เขาเต็มใจจะมอบมันให้ แต่มินโฮรู้ว่าคนถามไม่ได้ต้องการคำปลอบใจ แต่ต้องการสิ่งยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มองผิดไปฝ่ายเดียว ..ไม่ได้คิดเองว่ามันเกินเลยไปไกล ใครเห็นต่างก็รู้ว่าจงฮยอนรักแทมินในแบบที่ต่างจากพวกเรารักหรือแทมินที่ตัวติดจงฮยอนมากกว่าติดพวกเรา
คีย์คงนึกโทษตัวเองอยู่ในใจที่ก้าวพลาดในวันนั้น ความใจดีของตัวเองที่ย้อนกลับทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต แต่คีย์จะรู้หรือเปล่าว่าการกระทำพลาดครั้งนั้น ทำให้มินโฮได้หาสิ่งสำคัญของตัวเองเจอเสียที
..สิ่งสำคัญที่ทำให้เขากล้ำกลืนอยู่ตอนนี้
- be con in Second scene -
ได้ข่าวว่าอินโทรเรื่องนี้ลงมาตั้งแต่กันยา เพิ่งได้ฤกษ์เขียนต่อ มันดูไม่มีอะไรแถมสั้นมากเอาการแต่สิ่งหนึ่งที่ไอซ์เห็นว่ามีอะไรคือบทที่เกือบจะเอ็นซีของตัวเอง ไม่รู้สิ ..ไอซ์คงไม่กลับไปเขียนอื้ออ้าอีกแล้วมันยากเกินกว่าความสามารถอิไอซ์จะทำให้มันลื่นไหลได้
ชอบฉากเอนซีมินคีย์นะ เป็นเรื่องแรกที่เขียนลงรายละเอียดมากขนาดนี้ เรื่องนี้ก็คงดำเนินไปเรื่อยๆ ตราบที่คนเขียนยังมีความอยากอยู่ ไม่มีพล็อต โครงเรื่องก็เลือนลาง ก็ถูไถกันไปตามระเบียบส่วนไอ้เรื่องที่มีพล็อตตั้งแต่ต้นจนจบ บางทีก็ควรไปเขียนซะที ฮะฮะ
ปล. พรุ่งนี้ค่อยแวบไปลงที่ 91 แล้วกัน ปล.หนึ่ง ฟิคตอนแรกในรอบเดือนเลยที่เขียนจบ
ปล.สอง ง่วงมาก ณ ตอนนี้ ปล.สุดท้าย 4,100 เวิร์ด อิน ดิส ซีน